Loading...

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครราชสีมา

Provincial Office of Natural Resources and Environment Nakhon Ratchasima

ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN

โจทย์ท้าทาย COP30 วัดใจโลก ''เลิก'' เชื้อเพลิงฟอสซิล

โจทย์ท้าทาย COP30 วัดใจโลก ''เลิก'' เชื้อเพลิงฟอสซิล

การประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิลในปีนี้ บททดสอบสำคัญของประชาคมโลกก็คือ จะสามารถเปลี่ยน “คำมั่นสัญญา” จากการประชุม COP28 ว่าจะ “เปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างยุติธรรม เป็นระเบียบ และเท่าเทียม” ไปสู่การปฏิบัติจริงได้หรือไม่ เพราะแม้เวลาผ่านไปสองปี หลายประเทศยังคงเดินหน้านโยบายพลังงานที่สวนทางกับเป้าหมายดังกล่าว (1)
.
รายงานล่าสุดชี้ว่า หากยังคงแผนการผลิตพลังงานในปัจจุบัน โลกจะสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่า 120% ซึ่งสอดคล้องกับการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (°C) ภายในปี 2030 ขณะที่การประชุม COP29 ก็ยังไม่สามารถบรรลุความคืบหน้าในประเด็นนี้ อย่างไรก็ตาม คำปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ได้ตอกย้ำว่า การขยายการผลิตและอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งสร้างแรงกดดันทางกฎหมายต่อประเทศผู้ผลิต (1)
.
ในยุคที่พลังงานสะอาดกำลังเติบโตและลดความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิล ประเทศที่ยังพึ่งพาการส่งออกฟอสซิลไม่สามารถกระจายความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจได้ จึงเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและกฎหมาย การประชุม COP30 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การรับรองคำมั่นติดตามผลในการยุติเงินอุดหนุนและการเงินสาธารณะให้เชื้อเพลิงฟอสซิล อีกทั้งการปรับปรุงเป้าหมายที่ประเทศกำหนด (NDCs) ให้แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือมากขึ้น รวมถึงการเสริมความเข้มแข็งให้โครงการ “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” (Just Transition Work Programme - JTWP) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม (1)
.

เอลเบีย กันนูม (Elbia Gannoum) ทูตพิเศษด้านพลังงาน และประธานบริหารสมาคมพลังงานลมและเทคโนโลยีใหม่แห่งบราซิล (ABEEólica) เน้นว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานควรถูกมองว่าเป็น “ธุรกิจที่ดี” เพราะเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนและขยายบทบาทพลังงานสะอาด (2) อีกทั้ง อุปสรรคสำคัญคือ ระบบเศรษฐกิจโลกที่ยังยึดติดกับผลตอบแทนระยะสั้น โดยละเลยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงทางการเงินจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ “สิ่งที่เราขาดคือ ความเข้าใจว่าพลังงานสะอาดสามารถทำกำไรได้จริง เราจำเป็นต้อง ‘พลิกสวิตช์ทางเศรษฐกิจ’ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสังคม” (2)
.
เธอย้ำว่า COP 30 ต้องเป็น “การประชุมแห่งการลงมือทำ” (Conference of Implementation) ถึงเวลานำการอภิปรายและคำมั่นที่สะสมมาหลายปีสู่การปฏิบัติจริง เพราะข้อตกลงหลักต่าง ๆ ได้ข้อสรุปไว้แล้ว สิ่งสำคัญคือการกำหนดวิธีนำไปใช้ให้เกิดผล แม้บราซิลเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแหล่งพลังงานสะอาดที่สำคัญ โดยเฉพาะมีพลังงานลมและแสงอาทิตย์คิดเป็น 23.7% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2024 แต่ กันนูมชี้ว่า อุปสรรคใหญ่สุดคือ “การขาดเจตจำนงทางการเมืองที่แท้จริง” ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน (2)
.
แม้รัฐบาลหลายประเทศให้คำมั่นใน COP26 27 และ 28 ว่าจะทยอยยุติเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ COP30 จึงถูกคาดหวังให้การเจรจาภายใต้มาตรา 2.1(c) ของความตกลงปารีส ที่เรียกร้องให้กระแสเงินทุนทั่วโลกสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ กลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในศตวรรษนี้ อีกทั้งประเทศต่าง ๆ อาจได้รับการร้องขอให้เปิดเผยบัญชีรายการเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลของตน พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อทยอยยุติการอุดหนุนเหล่านี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยต้องกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนและมีมาตรการคุ้มครองชุมชนเปราะบางควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ ยังมีความคาดหวังให้ทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ร่ำรวยยุติการให้เงินทุนสาธารณะกับโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการลดการพึ่งพาพลังงานไม่สะอาด การหารือภายใต้มาตรา 2.1(c) ของความตกลงปารีส ซึ่งมุ่งให้กระแสเงินทุนโลกสอดคล้องกับเป้าหมายสภาพภูมิอากาศ จึงควรเดินหน้าต่อเนื่อง แม้การเจรจา Sharm el-Sheikh Dialogue จะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม (1)
.
ขณะเดียวกัน แผนงาน “บากูสู่เบเล็ง” (Baku to Belém Roadmap) มีเป้าหมายระดมทุนด้านสภาพภูมิอากาศอย่างน้อย 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2035 และเน้นให้การยุติเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นกลไกสำคัญในการ “ปลดล็อกงบประมาณ” เพื่อเพิ่มการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ ประเทศภาคผนวกที่ 2 ของ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนเงินทุนแก่ประเทศกำลังพัฒนา ได้อุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลไปถึง 378 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 เพียงปีเดียว สะท้อนถึงโอกาสมหาศาลในการปรับทิศทางงบเหล่านี้ไปสู่การลงทุนสีเขียวแทน (1)
.
นอกจากนั้น วงจรความมุ่งมั่น 5 ปีของความตกลงปารีสกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการยื่น “เป้าหมายที่ประเทศกำหนด” (NDCs) ฉบับที่ 3 ซึ่งภาคีทุกประเทศถูกกระตุ้นให้ยกระดับเป้าหมายให้เข้มข้นยิ่งขึ้น การบรรจุคำมั่นในการ “เปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล” จึงเป็นสัญญาณชัดเจนของความมุ่งมั่นใหม่ อย่างไรก็ตาม แม้กำหนดส่ง NDCs จะอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 แต่ส่วนใหญ่ของประเทศภาคียังไม่ได้ยื่นเป้าหมายของตน ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นร้อนของการเจรจาในเวทีเบเล็งครั้งนี้ (1)
.
รายงานการสังเคราะห์ NDC เดือนตุลาคม 2025 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า NDCs ใหม่ที่ยื่นเข้ามาโดยรวมจะลดการปล่อยก๊าซเพียง 17% ภายในปี 2035 เมื่อเทียบกับระดับปี 2019 ในขณะที่เป้าหมายที่สอดคล้องกับ 1.5°C นั้น ต้องลดลงถึง 60% ยิ่งไปกว่านั้น มี NDCs เพียง 22% เท่านั้นที่มีเป้าหมายหรือนโยบายภายในประเทศเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เช่น การเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงาน, การเร่งลดการใช้พลังงานถ่านหินแบบไม่มีมาตรการลดการปล่อย (unabated coal power) และการเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบพลังงาน (1)
.
หาก COP30 ไม่สามารถตอบสนองต่อช่องว่างด้านความมุ่งมั่นนี้ได้อย่างแข็งแกร่ง ความน่าเชื่อถือของความตกลงปารีสก็จะตกอยู่ในความเสี่ยงทันที ประเทศที่ยังไม่ได้ยื่น NDCs ซึ่งคิดเป็นประมาณ 70% ของการปล่อยก๊าซทั่วโลก จำเป็นต้องยื่นเป้าหมายของตนก่อน COP30 โดยด่วน และ NDCs เหล่านั้นต้องระบุถึงการ “เปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล” อย่างมีความหมาย นั่นก็คือ NDCs ควรมีเป้าหมายที่วัดผลได้ในการลดการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล คำมั่นสัญญาที่จะยุติใบอนุญาตสำรวจเชื้อเพลิงฟอสซิล และคำมั่นสัญญาที่จะทยอยยุติเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งขณะนี้มีเพียง 15 ประเทศที่ได้ผนวกมาตรการจัดการการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใน NDCs ของตนแล้ว แต่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซจากการผลิต มากกว่าการเปลี่ยนผ่านออกจากกระบวนการผลิตเอง และมีเพียง 10 ประเทศเท่านั้นที่รวมคำมั่นสัญญาที่สามารถดำเนินการได้ในการทยอยยุติเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลใน NDCs (1)
.
ท้ายที่สุดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมและครอบคลุม หากละเลยมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และการกระจายผลประโยชน์ การเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อาจยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และทำให้กลุ่มเปราะบางสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงพลังงาน การจ้างงาน และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ตามมา (1)

อ้างอิง:
(1) https://www.iisd.org/.../whats-stake-transition-away....
(2) https://cop30.br/.../energy-transition-must-be-understood...

"ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน"