#31มกราคม 2510
วันนี้ เมื่อ 54 ปีที่แล้ว
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดภาคใต้ โดยหมายกำหนดวันที่ 31 มกราคม 2510 เสด็จฯที่จังหวัดยะลา
ย้อนไปเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว เทคโนโลยีที่จะติดตามพายุ เพื่อแจ้งเตือนหายนะล่วงหน้า คงเป็นเรื่อง “แทบจะบอกอะไรไม่ได้มาก” แฮเรียตอาละวาด ก่อเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ณ แหลมตะลุมพุก วาตภัยที่ไร้ความปรานี มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 300 กม. ก่อให้เกิดฝนตกหนักเหมือนฟ้าแตก คลื่นพายุหมุนยกซัดฝั่ง ลมกระโชกแรง และน้ำท่วมอย่างฉับพลันในหลายจังหวัด
12 จังหวัดในภาคใต้ ตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไปถึง จ.นราธิวาส มีผู้เสียชีวิต 911 ราย สูญหายอีก 142 คน บาดเจ็บสาหัส 252 คน ไร้ที่อยู่อาศัยราว 2 หมื่นคน อาคารบ้านเรือนทั่วทั้งจังหวัดพังทั้งหลัง ราว 3 หมื่นหลัง ชำรุดราว 5 หมื่นหลัง โรงเรียนพังเสียหาย 435 แห่ง สวนยาง สวนผลไม้เสียหาย ประเมินความเสียหายกว่า 1 พันล้านบาท โรงเรียน โรงพัก ถนน สถานที่ราชการ วัด เรียบราบเป็นหน้ากลอง ประเทศไทยไม่เคยประสบเหตุหายนะ รุนแรงเช่นนี้มาก่อน แฮเรียต ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ สตอร์มเซิร์จ (Storm Surge) ขึ้นเป็นบริเวณกว้างในทะเล เกิดคลื่นสูงกว่า 4 เมตร พัดกระหน่ำเข้าฝั่ง ถล่ม ถาโถมเข้าหมู่บ้านริมฝั่งทะเล มันคือปีศาจร้ายตัวพ่อ ผู้เฒ่า ผู้แก่ ลูกเล็กเด็กแดง ทั้งปวงในภาคใต้ของไทยตกอยู่ในภาวะช็อก ..ตกใจสุดขีด
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่งให้ทุกหน่วยงานในประเทศ เร่งรีบ นำกำลังคน เครื่องมือทุกชนิดเข้าช่วยผู้ประสบวาตภัย จ.นครศรีธรรมราชและใกล้เคียงทหาร ตำรวจ ส่วนราชการจากทุกสารทิศเดินทางเข้าพื้นที่ เรื่องการบรรเทาสาธารณภัยในขอบเขต และระดับมหากาฬขนาดนี้ ราชการไทยยังไม่เคยเจอะเจอ ไม่มีประสบการณ์กันมาก่อน งานภาคสนามในป่าเขา ดำเนินไปทั้งวันทั้งคืน เพื่อค้นหาผู้สูญหาย เร่งรีบขุดค้นผู้ที่ติดอยู่ในซากปรักหักพัง
ในเรื่องของ “การวางระบบ” เพื่อความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ ในหลวง ร.9 โปรดเกล้าฯ ให้กรมประชาสงเคราะห์ จดทะเบียนตั้ง “มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์” เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2506 พระราชทานเงินจำนวน 3 ล้านบาทสำหรับมูลนิธิ และโปรดเกล้าฯ ให้สถานีวิทยุ อ.ส.พระราชวังดุสิต ออกอากาศประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนร่วมบริจาคกับพระองค์ กรอบระยะเวลา 1 เดือน มีผู้บริจาคเงินถึง 11 ล้านบาท และสิ่งของประมาณ 5 ล้านบาท อาสาสมัคร ซึ่งส่วนมากเป็นนิสิต นักศึกษา ลูกเสือและนักเรียน ได้ทำการจัดและขนส่งสิ่งของเหล่านั้นไปบรรเทาภัยแก่ผู้ประสบชะตากรรม
ซึ่งหลังเหตุตะลุมพุก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้ช่วยเหลือพสกนิกรที่ประสบเหตุวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก โดยให้มีการจัดสรรที่ดินทำกิน จำนวน 15 ไร่ต่อครอบครัว ให้แก่พสกนิกรที่ ยินดีสมัครใจย้ายมาตั้งถิ่นฐานใหม่ไปยังนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จังหวัดยะลา (นิคมกือลอง) โดยได้เริ่มการก่อสร้างนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อปี พ.ศ.2506 ซึ่งในขณะนั้นมีประชาชนที่ย้ายมาจากเหตุตะลุมพุกมาอยู่ในพื้นที่จัดสรรดังกล่าว จำนวนกว่า 3,271 ราย
หลังการย้ายถิ่นฐานและหลังเหตุตะลุมพุกผ่านมาได้ 5 ปี ได้เกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ในช่วงต้นปี 2510 จังหวัดยะละเป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากครั้งนี้ด้วย เป็นเหตุให้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2510 หรือวันนี้เมื่อ 54 ปีที่แล้ว
การเดินทางไปยะลาในปี พ.ศ. นั้น ถือว่าเป็นเรื่องยากลำบาก ทรงต้อง”ต่อเครื่อง”จากเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จต่อโดยเฮลิคอปเตอร์ เสด็จพระราชดำเนินมาถึงสนามหน้าที่ว่าการอำเภอบันนังสตา ก็เวลา 15.00 น.แล้ว ท่ามกลางราษฎรเป็นจำนวนมากที่ได้มาเฝ้าละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ในโอกาสนี้ ได้พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยจำนวน 3,000ครอบครัว
เมื่อเสด็จฯยะลาทรงไม่ลืมที่จะนึกถึงกลุ่มชาวบ้านที่เคยรับความเดือดร้อนภัย มาแล้วจากเหตุตะลุมพุก เวลา 15.45 น. จึงประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังนิคมกือลอง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ทรงเยี่ยมราษฎรซึ่งย้ายภูมิลำเนามาจากเหตุการณ์แหลมตะลุมพุก โดยทุกคนมาคอยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ทรงมีรับสั่งกับข้าราชการนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ ให้ช่วยดูแลสมาชิกนิคมให้มีความอยู่ดีกินดี ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะพวกเขาเหล่านั้นได้ประสบปัญหาเคราะห์กรรมชีวิตครั้งใหญ่มาแล้ว จากนั้นมีพระราชปฏิสันถารกับกลุ่มราษฎร นิคมกือลอง ที่มารอเฝ้า ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังสนามหน้าที่ว่าการอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เพื่อประทับพักแรม 1 คืนก่อนเสด็จฯเยี่ยมราษฎรจังหวัดอื่นต่อไป
